ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ศาลต่างๆ
dot
bulletศาลฎีกา
bulletศาลอุทธรณ์
bulletศาลแพ่ง
bulletศาลแพ่งกรุงเทพใต้
bulletศาลแพ่งธนบุรี
bulletศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ
bulletศาลล้มละลายกลาง
bulletศาลภาษีอากรกลาง
bulletศาลเยาวชน-ครอบครัวกลาง
bulletศาลแรงงานกลาง
bulletศาลรัฐธรรมนูญ
bulletศาลปกครอง
bulletศาลทั่วราชอาณาจักร
dot
หน่วยงานกฎหมาย
dot
bulletคณะรัฐมนตรี
bulletรัฐสภา
bulletกระทรวงยุติธรรม
bulletสำนักงานอัยการสูงสุด
bulletสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
bulletสำนักงาน ปปช.
bulletสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง
bulletสำนักงาน ปปง.
bulletสำนักงาน ปปส.
bulletสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
bulletกรมบังคับคดี
bulletกรมคุมประพฤติ
bulletกรมราชทัณฑ์
bulletกรมสอบสวนคดีพิเศษ
bulletกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
bulletสนง. คุ้มครองผู้บริโภค
bulletคู่มือบริการประชาชน
dot
หน่วยงานทางธุรกิจ
dot
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
bulletกรมที่ดิน
bulletกรมสรรพากร
bulletกรมศุลกากร
bulletกรมทรัพย์สินทางปัญญา
bulletกรมธนารักษ์
bulletธนาคารแห่งประเทศไทย
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletกรมคุ้มครองแรงงาน
bulletกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
dot
ตรวจค้นข้อมูลต่างๆ
dot
bulletกฎหมาย
bulletราชกิจจานุเบกษา
bulletศูนย์ข้อมูลภาครัฐ
bulletบุคคลล้มละลาย
bulletการขายทอดตลาด
bulletราคาประเมินที่ดิน
bulletข้อมูลทะเบียนธุรกิจ
bulletข้อมูลงบการเงิน
bulletภาษีมูลค่าเพิ่ม
bulletข้อมูลประกันสังคม
bulletgoogle
bulletสิทธิบัตร
bulletYAHOO
bulletฐานข้อมูลภาครัฐ
dot
เฉพาะเจ้าหน้าที่ปมุขกฎหมาย
dot
bulletระบบห้องสำนวนออนไลน์
bulletระบบมอบงานแบบออนไลน์
bulletระบบรายงานคดี
dot
บริการของปมุขกฎหมาย
dot
dot
เฉพาะลูกค้าปมุขกฎหมาย
dot
bulletระบบติดตามงานออนไลน์
bulletสัญญาออนไลน์
dot
สมัครสมาชิกรับข่าวกฎหมาย (ฟรี)

dot
bulletติดต่อใช้บริการ ปมุขกฎหมาย




บททั่วไป

บัตรเครดิต – สินเชื่อเงินสด

 

ปัจจุบัน การกู้ยืมเงิน จากบุคคลภายนอก ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จัก แบ่งออกได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กู้ในระบบ และกู้นอกระบบ

หนี้ในระบบ เป็น การกู้ยืมเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการทำสัญญากู้ยืมไว้เพื่อเป็นหลักฐานการกู้ มีจำนวนหนี้และอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน โดยลูกหนี้จะได้รับเงินตามที่ระบุในสัญญา และเจ้าหนี้ก็เรียกเก็บดอกเบี้ยไม่เกินที่กฎหมายกำหนด โดยกรณีที่เจ้าหนี้เจ้าหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งจะแตกต่างไปจาก เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย เป็นต้นและเจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (NON bank) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคาร แห่งประเทศไทย เช่น บริษัทอิออน บริษัท จีอี แคปปิตอล เป็นต้น สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งจะมากกว่าอัตราร้อยละ 15           ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการประกอบธุรกิจ

โดยในกรณีของสถาบันการเงิน จะมี พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.. 2523, แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 (..2524) และฉบับที่ 3 (..2535)  เป็นกฎหมายหลักในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย และเพื่อเป็นการยกเว้นการบังคับใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 654 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็น          ผู้ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย

และในกรณีของเจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (NON bank) ซึ่งได้รับอนุญาต            ให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มีลักษณะกิจการคล้ายธนาคาร จากกระทรวงการคลัง เพราะถือ เป็นกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน จึงต้องมีการกำกับดูแล (ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 28 ราย) จะมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย        ที่เป็นเสมือนกฎหมายหลัก ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยรวมกับค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมของสินเชื่อส่วนบุคคล จะต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 28 ต่อปี โดยแบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ที่เหลืออีกร้อยละ 13 คือค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียม

หนี้นอกระบบ เป็น การกู้ยืมเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือมีการเรียกดอกเบี้ยเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยอาจเป็นการคิดดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า รวมเข้ากับเงินต้น แล้วเขียนในสัญญากู้ ไม่ตรงกับเงินที่ลูกหนี้ได้รับ ตัวอย่างเช่น กู้ยืมเงินและลูกหนี้ได้รับเงินไป  20,000 บาท แต่มีการระบุในสัญญา 30,000 บาท และยังมีการคิดดอกเบี้ยอีกจาก30,000 บาท ซึ่งหนี้นอกระบบนี้ สามารถเห็นได้ตามโฆษณาเงินด่วนต่างๆ ไม่ว่าจะในสิ่งพิมพ์ หรือป้ายประกาศที่ติดในที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งถือเป็นการเรียกดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ระบุให้เรียกเก็บดอกเบี้ยได้เพียงไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เท่านั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายอื่นกำหนดไว้ การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ผู้เรียกมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 2475 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ความหมาย

ทั้งบริการบัตรเครดิต และบริการสินเชื่อเงินสด ต่างเป็นการกู้ยืมเงินอย่างหนึ่ง โดยถือเป็นหนี้ในระบบ ที่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ มีลักษณะเป็นการที่ “ผู้ให้กู้” ออกเงิน หรือจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง แทนผู้กู้ หรือ มอบให้แก่ ผู้กู้โดยตรง ซึ่งผู้ให้กู้จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม  

บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสด เริ่มต้นจากการทำสัญญาระหว่าง ผู้ให้กู้หรือ          ผู้ให้บริการ และผู้กู้หรือผู้ใช้บริการ ขั้นแรกจะเป็นการสมัครใช้บริการ หรือการขอวงเงินสินเชื่อ เมื่อผู้ให้กู้ได้รับใบสมัคร ก็จะมีการอนุมัติวงเงินบัตรหรือจำนวนเงินกู้ แล้วทำการแจ้งผลการอนุมัติ หรือส่งบัตรพร้อมเอกสาร เช่น คู่มือการใช้ ที่แสดงรายละเอียด เกี่ยวกับวิธีการใช้วงเงิน การจ่ายเงินคืน อัตราดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้แก่ผู้กู้ทราบ หรือในกรณีของสินเชื่อเงินสด ก็จะมีการโอนเงินที่อนุมัติเข้าบัญชีผู้กู้ ตามที่มีการแจ้งความประสงค์ไว้ โดยทางกฎหมายแล้ว ณ จุดนี้เอง ถือได้ว่าสัญญาบัตรเครดิต หรือสัญญาสินเชื่อเงินสด มีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาครบถ้วนแล้ว. จากนั้นก็จะเป็นการส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำบัตรไปใช้บริการ จำนวนเงินที่ต้องชำระคืน วันครบกำหนดชำระ หรืออัตราดอกเบี้ยต่าง และปกติจะมีการส่งใบแจ้งหนี้ เดือนละครั้ง

 

อย่างไรก็ดี บัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสด มีรายละเอียดของสัญญาที่แตกต่างกัน ดังนี้

-  บัตรเครดิต  มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เพื่อที่จะไม่จำเป็นต้องพกเงินสดจำนวนมาก ลูกค้าสามารถนำบัตรไปใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เมื่อมีการใช้บัตรเครดิตแล้ว ธนาคารหรือบริษัทเจ้าของบัตรจะทดรองจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการ แทนลูกค้าไปก่อน จากนั้นก็จะมีการเรียกเก็บเงินคืน โดยออกใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้า เพื่อให้ชำระเงินดังกล่าวคืน  โดยหากภายหลังจากที่ได้รับใบแจ้งหนี้ และลูกค้ามีการชำระเงินคืนครบเต็มตามจำนวนที่ใช้ไป และชำระตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุ ธนาคารก็จะไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมในการใช้บัตร แต่หากเป็นการชำระคืนบางส่วน หรือไม่ชำระคืน หรือชำระคืนไม่ตรงตามกำหนดเวลา ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม แล้วแจ้งให้ผู้ใช้บัตรทราบในใบแจ้งหนี้งวดถัดไป อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน บัตรเครดิตสามารถนำไปกดเงินสดตามตู้ ATM ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งกรณีนี้ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันที่มีการกดเงินทันที

            - สินเชื่อเงินสด บางครั้งธนาคารแต่ละแห่งอาจมีการตั้งชื่อบริการให้แตกต่างกันออกไป เพื่อจูงใจหรือบ่งบอกวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อแต่ละประเภท เช่น สินเชื่ออเนกประสงค์, บัตรกดเงินสดทันใจ, สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น. แต่ไม่ว่าจะใช้ชื่ออย่างใด ลักษณะหรือรูปแบบของบริการ ก็เป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ เป็นการอนุมัติให้วงเงินกู้จำนวนหนึ่งแก่ลูกค้า และพิจารณาความประสงค์ของลูกค้าว่า ต้องการได้รับเงินเป็นก้อน หรือต้องการจะได้รับบัตรกดเงิน เพื่อนำไปเบิกถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มด้วยตัวคุณเอง             โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทันที นับแต่มีการส่งมอบเงิน หรือมีการกดเงิน แม้ลูกค้าจะได้รับใบแจ้งหนี้ แล้วนำเงินไปชำระตามจำนวนและเวลาที่ระบุ ธนาคารก็ยังเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอยู่ดี เพราะเป็นข้อตกลงของสัญญาสินเชื่อเงินสด

            ประโยชน์ และข้อควรระวัง

บัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด เงินกู้ และสินเชื่อประเภทต่างๆ ช่วยให้คุณสามารถบริหารเงินได้ง่ายดายและสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้สินเชื่อจะช่วยให้การจ่ายเงินซื้อสินค้าราคาสูงๆ ทำได้ง่ายขึ้น เช่น รถยนต์ และการตกแต่งบ้าน โดยคุณไม่จำเป็นต้องใช้หรือมีเงินสดอยู่ในมือแต่อย่างใด

            แม้ว่าสินเชื่อจะมีประโยชน์มากมาย แต่การใช้บริการสินเชื่อต่างๆ จะเป็นการสร้างความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง เมื่อคุณใช้สินเชื่ออย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณมีหนี้สินจำนวนมากตามมา อาจทำให้คุณประสบกับวิกฤติทางการเงิน จนไม่สามารถจัดการได้ดังนั้นการมีความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อมากเท่าใด ก็จะทำให้คุณรู้จักวิธีจัดการสินเชื่อ หรือบริหารระบบการเงินของคุณได้ง่ายมากขึ้น และจะทำให้คุณจะสามารถใช้สินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

            ประเภทของสินเชื่อ คุณสามารถยื่นใบสมัครบัตรเครดิต ขอวงเงินสินเชื่อ หรือ           กู้ยืมเงิน รูปแบบต่างๆ  เพื่อวัตถุประสงค์หลากหลายหรือเฉพาะอย่าง เช่น ขอมีบัตรเครดิต         เพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้า แทนการใช้เงินสด ไม่ว่าสินค้านั้นจะมีราคาน้อย หรือสูงก็ตาม             หรือคุณอาจขอวงเงินสินเชื่อจำนวนหนึ่งเลย เพื่อซื้อสินค้าที่มีราคาสูง อาจเป็นรถคันใหม่ หรือเพื่อนำมาใช้จ่ายในครอบครัว อาจเป็นค่าเล่าเรียนบุตร หรือตกแต่งที่อยู่อาศัย เป็นต้น บางกรณีคุณสามารถขอวงเงินสินเชื่อ เพื่อให้เชื่อมโยงกับบัญชีกระแสรายวัน เพื่อป้องกันปัญหาการจ่ายเงินคืนตามเช็ค ไม่ให้เช็คเด้ง เป็นต้น. โดยปกติ สามารถแบ่งเงินกู้ออกเป็นสองประเภท คือเงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันและแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หมายถึง เงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ประกันการกู้ยืม หลักทรัพย์ดังกล่าวอาจมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ายอดเงินกู้ เช่น รถยนต์ บ้านหรือบัญชีเงินฝาก            ส่วนเงินกู้แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้นไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ใดๆ เป็นเครื่อง           ค้ำประกัน บัตรเครดิตอาจถือเป็นสินเชื่อส่วนตัวซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุด การใช้บัตรเครดิตก็เปรียบได้กับการขอกู้เงิน ทุกครั้งที่คุณรูดบัตรเพื่อซื้อสิ่งของ คุณกำลังกู้ยืมเงินมาใช้ก่อนจนกว่าจะสามารถจ่ายคืน ถ้าคุณคิดว่าจะจ่ายคืนช้ากว่ากำหนด บริษัทบัตรเครดิตจะคิดค่าธรรมเนียมกับบัญชีของคุณเพิ่มจากยอดใช้จ่ายจริง แต่สำหรับกรณีการขอวงเงินสินเชื่อเงินสด ธนาคารก็จะอนุมัติวงเงิน และมอบเงินสดให้คุณจำนวนหนึ่งทันที โดยธนาคารจะกำหนดระยะเวลาการจ่ายสินเชื่อคืน เป็นงวดๆ มีจำนวนที่แน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าธนาคารจะบวกดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเข้าไปด้วย นับตั้งแต่มีการมอบเงินให้กับคุณ โดยไม่คำนึงว่าคุณชำระเงินรายงวด ตามกำหนดเวลาหรือไม่ ซึ่งหากคุณชำระคืนไม่ตรงตามสัญญา ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่าดอกเบี้ยกรณีผิดนัด หรือค่าธรรมเนียมผิดนัด

           

เรียนรู้ที่จะใช้ใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด

รู้กฎเกณฑ์  :  บริการสินเชื่อในรูปแบบของบัตรเครดิต อาจเรียกอีกอย่างว่า การที่คุณนำเงินในอนาคต มาใช้จ่าย โดยธนาคารจะเป็นผู้ทดรองจ่ายเงินให้กับผู้ขาย แทนคุณไปก่อน จากนั้นก็จะมีการเรียกเงินคืนจากคุณ ดังนั้นคุณจึงควรระลึกเสมอในทุกๆ การใช้บัตรว่า คุณมีความสามารถที่จะหาเงินมาชำระคืนหรือไม่ เพียงใด โดยอย่างน้อยที่สุด         ก็ควรมีการชำระหนี้คืน ตามใบแจ้งหนี้ ในยอดชำระขั้นต่ำทุกเดือน เพื่อรักษาสถานภาพที่ดีของบัญชีเครดิต ยิ่งคุณจ่ายสูงกว่ายอดชำระคืนขั้นต่ำมากเท่าใด ก็เสียดอกเบี้ยน้อยลงเท่านั้น. และจะเป็นการดีที่สุด หากมีการชำระคืนเต็มจำนวน เพราะแน่นอน คุณจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้กับธนาคาร แต่อย่างใด

ทำความเข้าในสัญญาบัตรเครดิต : เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะหากคุณมีความรู้ความเข้าใจว่าบัตรเครดิตคืออะไร และจะมีภาระความเสี่ยงอย่างใดบ้าง จะทำให้คุณใช้บัตรเครดิตได้อย่างเกิดประโยชน์ที่สุด และเป็นภัยต่อคุณน้อยที่สุด คุณสามารถทำความเข้าใจในสัญญาบัตรเครดิต ได้ตั้งแต่ขณะที่คุณเริ่มกรอกใบสมัคร และเมื่อได้รับบัตรเครดิตแล้ว ธนาคารจะส่งสัญญาและข้อตกลงการใช้บริการมาให้คุณด้วย คุณควรอ่านอย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าธนาคารจะเรียกเก็บลักษณะใด เมื่อใด ในอัตราเท่าใด เป็นต้น ปกติแล้วธนาคารจะมีตัวอย่างหรือวิธีการคิดแสดงมาในเอกสารด้วย ดังนั้นคุณควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาทำความเข้าใจ และหากเกิดข้อสงสัย ก็ควรติดต่อสอบถามจากธนาคารโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา

            การชำระล่าช้า : การที่คุณชำระหนี้ ไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในใบแจ้งหนี้        อาจทำให้คุณต้องมีภาระมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า            และการชำระหนี้ล่าช้าแต่ละครั้ง ข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติสินเชื่อของคุณ  ดังนั้นการชำระเงินคืน ล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดในใบแจ้งหนี้ ประมาณ  5-7 วัน           จะทำให้คุณปลอดภัยจากการมีประวัติเสีย และทำให้คุณมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลง กว่าที่ควรจะเป็น

ระมัดระวังในการใช้จ่าย : ควรระลึกอยู่เสมอและตลอดเวลาว่า อย่าใช้จ่ายเกินความสามารถในการชำระเงินคืน โดยต้องมีการคำนวณในขณะใช้บัตรว่า คุณได้ใช้วงเงินสินเชื่อไปเท่าใดแล้ว เป็นหนี้อยู่จำนวนเท่าใด และรายได้ที่คุณจะรับในเดือนนี้ มีเท่าใด เพียงพอจะชำระคืนเท่าใด เพราะการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้ง จะยิ่งเป็นการก่อหนี้สินให้กับคุณมาขึ้น และที่สำคัญที่สุดคุณควรทำความเข้าใจในการเรียกดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมจากธนาคารว่า อยู่ในอัตราเท่าใด คำนวณจากยอดเงินตัวใด และถูกต้องหรือไม่ เพราะสิ่งที่จะเป็นภาระมากที่สุดคือ หนี้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมนนั่นเอง

การเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต : เป็นอีกบริการหนึ่งที่บัตรเครดิตยินยอมให้ลูกค้าใช้บริการได้ แต่ลูกค้าบางคนที่ไม่ศึกษาสัญญาก่อน จะเข้าใจผิด คิดว่าเหมือนกับการนำไปใช้ซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้า เพราะการเบิกถอนเงินทุกครั้ง ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทันทีตั้งแต่มีการกดเงิน และมีวิธีการคิดที่ซับซ้อนมากกว่า          การใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าทั่วไป คุณจึงควรตระหนักให้มาก และควรใช้บริการเงินสดล่วงหน้าในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าบ่อยๆ ยิ่งจะทำให้คุณมีหนี้สินมากเป็นกรณีพิเศษ จากการคิดค่าดอกเบี้ยธรรมเนียมในแต่ละครั้ง ซึ่งถือเป็นการสร้างหนี้ที่สูงกว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรโดยปกติ

            เก็บบัตรเครดิตอย่างดี  :  คุณควรระมัดระวังและป้องกันตัวเอง ให้พ้นจากการถูกหลอกลวงหรือขโมยบัตร ไปใช้โดยบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณปลอดภัยจากการเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว และโดยที่คุณไม่ได้ยินยอม อย่าให้ใครยืมบัตร              เป็นอันขาด ทุกๆ ครั้งในการใช้บัตร ควรเอาใจใส่ว่า ร้านค้าหรือตัวแทน เช่น เด็กปั้ม นำบัตรไปกดเงินเท่าใด กี่ครั้ง และผิดปกติหรือไม่ ควรเก็บเซลล์สลิปทุกใบไว้เพื่อเป็นหลักฐาน      การใช้ รวมถึงใบเสร็จรับเงินที่ได้จากร้านค้า โดยควรตรวจเช็คให้มียอดเงินตรงกันตลอดเวลา เมื่อคุณได้รับใบแจ้งยอดบัญชี ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดเทียบกับเซลล์สลิป และใบเสร็จรับเงินที่เก็บไว้ หากพบข้อผิดพลาดใดๆ ควรรีบแจ้งธนาคารทันที นอกจากนี้การป้องกันข้อมูลส่วนตัว และลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยบัตร ด้วยการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ที่มีข้อมูลส่วนตัวไว้ในสถานที่ปลอดภัย แจ้งให้ธนาคารและบริษัทผู้ออกบัตรทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ และรีบแจ้งทันทีหากบัตรสูญหายหรือถูกขโมย จะทำให้คุณมีความเสี่ยงในการเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวได้เป็นอย่างดี

 

เรียนรู้ที่จะใช้ สินเชื่อเงินสด อย่างมั่นคง

รู้กฎเกณฑ์  :  ก่อนที่คุณจะสมัครหรือขออนุมัติใช้บริการสินเชื่อเงินสด ไม่ว่าจะเป็นของสถาบันการเงินใด หรือบริษัทผู้ให้บริการใด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ของสินเชื่อเงินสดก่อน ปัจจุบันมีผู้ให้บริการสินเชื่อเงินสดจำนวนมาก และต่างก็พยายาม      ที่จะคิดค้นวิธีการให้สินเชื่ออย่างหลากหลาย เพื่อให้โดนใจของผู้ต้องการใช้เงิน หรือลูกค้า แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างใด สิ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการต้องการได้รับ ก็คือ ผลประโยชน์จากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม โดยทุกๆ ครั้งของการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ จะมีการคิดดอกเบี้ย                 และค่าธรรมเนียมเข้าไปกับต้นเงินกู้แล้ว จากนั้นจะมีการกำหนดวงเงินชำระคืน แบ่งย่อยเป็นงวดๆ มีระยะเวลาชำระที่แน่นอน เพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบวิธีการชำระคืน ดังนี้ก่อนที่คุณตัดสินใจที่จะใช้บริการ คุณควรทำความเข้าใจข้อสัญญาต่างๆ ให้ดี ก่อนที่จะขออนุมัติวงเงินสินเชื่อ และที่สำคัญควรระลึกเสมอว่าคุณมีความสามารถในการชำระ                    หรือไม่ เพียงใด เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นหนี้จำนวนมหาศาล คุณควรกำหนดวงเงินสินเชื่อที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยึดมั่นตามนั้น คุณต้องคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนว่าคุณสามารถรับผิดได้มากน้อยแค่ไหน ต้องพิจารณาสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบก่อนจะมีหนี้

ทำความเข้าใจสัญญาสินเชื่อเงินสด : หากคุณมีความรู้ความเข้าใจว่าสินเชื่อเงินสดคืออะไร จะทำให้เกิดภาระค่าใช้อย่างใดบ้าง จะเป็นสิ่งที่ทำให้การใช้บริการสินเชื่อเงินสด เกิดประโยชน์กับคุณมากที่สุด และเป็นภัยน้อยที่สุด คุณสามารถทำความเข้าใจในสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ได้ตั้งแต่ขณะที่คุณเริ่มกรอกใบสมัครขอสินเชื่อ และเมื่อได้รับการอนุมัติวงเงินแล้ว ผู้ให้บริการจะส่งสัญญาและข้อตกลงการใช้วงเงินมาให้คุณ ซึ่งควรอย่างยิ่งที่ อ่านหรือทำความเข้าใจโดยละเอียด ที่สำคัญคือ วิธีการเรียกดอกเบี้ยผิดนัด หรือค่าธรรมเนียมชำระคืนล่าช้า หรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม และอื่นๆ ว่า มีเรียกเก็บลักษณะใด เมื่อใด ในอัตราเท่าใด หากเกิดข้อสงสัย ก็ควรติดต่อสอบถามจากธนาคารโดยตรง และทันที เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในภายหลัง

            ระมัดระวังก่อนมีการขอสินเชื่อเงินสด  :  การขอสินเชื่อเงินสดจะทำให้คุณมีภาระในการจ่ายคืน ในเงินจำนวนที่มากกว่าที่คุณได้รับมาจริง เพราะผู้ให้บริการจะคำนวณดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไว้ล่วงหน้า หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ตั้งแต่ขณะที่คุณรับเงินสดไป. ดังนั้นคุณควรระลึกอยู่เสมอและตลอดเวลาว่า คุณมีความสามารถในการชำระเงินคืนเพียงใด โดยเทียบกับรายได้ที่คุณจะได้รับในแต่ละเดือน เพื่อให้คุณมีศักยภาพที่เพียงพอ ในการชำระเงินคืน ตามที่คุณขอสินเชื่อ ถามใจและถามความสามารถ ว่าคุณ                         จะรับผิดชอบสินเชื่อได้มากแค่ไหน ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความพอเพียง ไม่เกินตัว ไม่สร้างภาระเกินเหมาะสม จะทำให้คุณใช้สินเชื่ออย่างสบายใจ เกิดประโยชน์ที่สุด

การชำระล่าช้า : การที่คุณชำระหนี้ ไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุในใบแจ้งหนี้        อาจทำให้คุณต้องมีภาระมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัด หรือค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า และการชำระหนี้ล่าช้าแต่ละครั้ง ข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติสินเชื่อของคุณ  ดังนั้นการชำระเงินคืน ล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดในใบแจ้งหนี้ ประมาณ  5-7 วัน จะทำให้คุณปลอดภัยจากการมีประวัติเสีย และทำให้คุณมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลง กว่าที่ควรจะเป็น

            เก็บบัตรกดเงินสดอย่างดี  :  ในกรณีที่คุณขอสินเชื่อเงินสด ในรูปแบบของการได้รับวงเงินสินเชื่อจำนวนหนึ่ง แต่คุณสามารถได้รับเงินโดยวิธีการนำบัตรกดเงินสด ไปกดถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มในแต่ละครั้งนั้น  คุณควรระมัดระวังและป้องกันตัวเอง ให้พ้นจากการ          ถูกหลอกลวงหรือขโมยบัตรไปใช้โดยบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณปลอดภัยจากการเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว และโดยที่คุณไม่ได้ยินยอม อย่าให้ใครยืมบัตร                  เป็นอันขาด ควรเก็บสลิปกดเงินทุกใบไว้เพื่อเป็นหลักฐานการใช้ ตรวจสอบยอดเงินที่ได้รับว่าตรงกับที่ปรากฏในสลิปหรือไม่ ควรตรวจเช็คให้มียอดเงินตรงกัน เมื่อคุณได้รับใบแจ้งยอดบัญชี ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดเปรียบเทียบกับสลิป หากพบข้อผิดพลาดใดๆ              รีบแจ้งธนาคารทันที นอกจากนี้การป้องกันข้อมูลส่วนตัว และลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยบัตร ด้วยการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ที่มีข้อมูลส่วนตัวไว้ในสถานที่ปลอดภัย แจ้งให้ธนาคารและบริษัทผู้ออกบัตรทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ และรีบแจ้งทันทีหากบัตรสูญหายหรือถูกขโมย จะทำให้คุณมีความเสี่ยงในการเป็นหนี้โดย           ไม่รู้ตัวได้เป็นอย่างดี

 

 

                                   ////////////////////////////////////////////////////////////

 

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



คุ่มือกฎหมาย

สู้คดีบัตรเครดิต
รู้ทัน ป้องกัน แก้ไข คดีบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสด



Copyright © 2010 All Rights Reserved.